-
ข่าวทั้งหมด26874
-
views ทั้งหมด1369063
-
guru ทั้งหมด121
คอลัมน์ บันทึกอาเซียน ASEAN Diary
ตอน การพัฒนาสื่อสารมวลชนในสังคมประชาธิปไตยของพม่า ยุคผ่อนคลายการคุมเข้ม 2009-ปัจจุบัน
โดย ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล

ปี 2009
มาตรา 354 วรรคหนึ่ง บทที่ 8 ของรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า (2008) บัญญัติว่า :
“(a) Every citizen shall be at liberty...to express and publish freely their convictions and opinions.
พลเมืองทุกคนพึงมีเสรีภาพ...ในการแสดงความคิดเห็นและจัดทำการเผยแพร่อุดมการณ์และความเห็นเหล่านั้นโดยอิสระเสรี
(d) ...to develop their language, literature, culture they cherish, religion they profess and custom...”
...เพื่อพัฒนาภาษา, วรรณคดี, วัฒนธรรมอันเป็นที่รักและหวงแหน, ศาสนาที่นับถือ, และขนบธรรมเนียมประเพณี...”
เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าว รัฐบาลพม่าเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมาย และดำเนินการต่างๆดังนี้ :
1.ให้มีกฎหมายสื่อสิ่งพิมพ์ หลังจากการศึกษาตัวอย่างกฎหมายจากประเทศต่างๆให้ถ่องแท้แล้วนำมาพิจารณาจัดทำกฎหมายในบริบทของพม่า
2.จัดทำกฎหมายให้เป็นไปตามบทบัญญัติทั้งหลายในรัฐธรรมนูญทั้งหมดให้ครบถ้วนบริบูรณ์
ปี 2010
1. ในปี 2010 เดือนมิถุนายน, ตุลาคม, และ ธันวาคม มีการประชุมจัดทำยุทธศาสตร์ช่วงปรับเปลี่ยนจากการลดการคุมเข้มและการตรวจพิจารณาข่าวสารในสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีอยู่แต่เดิม ให้เข้าสู่การมีเสรีภาพมากขึ้นที่ละน้อยๆ เป็นขั้นเป็นตอน
2.รัฐบาลให้ความเห็นชอบแผนงานตามนโยบายใหม่ว่าด้วยการตรวจและควบคุมข่าวสารในสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผ่อนคลายให้เสรีภาพมากขึ้น
หลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2010 รัฐบาลพม่ากำหนดนโยบาย 5 ประการ เพื่อการปฏิรูปสื่อสารมวลชน ดังนี้ :
1.ให้ยึดหลัก “ประชาธิปไตยสร้างความสามัคคี” พิจารณาจากความล้มเหลวขาดสามัคคีภาพในบรรดาเหล่านักคิดนักเขียน หรือ “โลกวรรณกรรม” ในประเทศพม่า ดังปรากฏแล้วในอดีตช่วงปี 1948-1962
2.ไม่ว่าจะทำอะไรอย่างไร ให้ทุกคนและทุกฝ่ายช่วยกันจรรโลงผลประโยชน์ของชาติ ตามหลักการที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
3.ให้กำจัดความแตกแยกและการแบ่งพวกแบ่งฝ่ายในประเทศให้สลายสิ้น
4.ให้ทุกคนทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการที่ว่า “ความเห็นส่วนตนจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีวินัย, เสรีภาพ, และความรับผิดชอบ ความเป็นเสรีจะต้องค้ำจุนด้วยเหตุผลอันเหมาะสม”
5.ให้สมาคมนักเขียนนักข่าวพม่าเป็นองค์กรแกนนำ ทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้
นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2011 สื่อสิ่งพิมพ์ในพม่า ทั้งที่เป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร และสิ่งพิมพ์อื่น มีรวมทุกประเภท 178 ฉบับ สิ่งพิมพ์เหล่านี้ได้รับอนุญาตให้พิมพ์ได้โดยไม่มีการตรวจพิจารณา (เซ็นเซอร์) ล่วงหน้า หลังจากเดือนธันวาคม ปี 2011 เป็นต้นมามีหนังสือพิมพ์ (หรือสิ่งพิมพ์ประเภทข่าวสารทั่วไปสองกลุ่ม ในห้ากลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ ตามประกาศของรัฐว่าด้วยการผ่อนคลายการควบคุมสื่อสารมวลชน ระยะที่หนึ่ง รวม 32 ฉบับ กับนิตยสารหรือวารสาร 22 ฉบับ ที่ไม่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาของทางการเลย ซึ่งถือได้ว่าได้เสรีภาพในการพิมพ์และโฆษณาแบบเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ โดยใช้การตรวจสอบตนเองด้วยตัวเองอย่างแท้จริง ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์ที่เหลืออีกสามกลุ่มตามประกาศของรัฐ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติม ระหว่างที่กาลเวลาผ่านไป จำนวนสื่อสิ่งพิมพ์ก็เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว นิตยสารและวารสารรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นเป็น 204 ฉบับ ฉบับรายเดือนเพิ่มเป็น 189 ฉบับ, สิ่งพิมพ์ทั่วไปอื่นๆเพิ่มเป็น 532 รายการ ข้อมูลล่าสุดถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2012 จำนวนสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทปลีกย่อยที่มิใช่หนังสือหรือนิตยสารและวารสาร มีรวมทั้งสิ้น 12,405 รายการ
ณ ต้นปี 2012 รัฐบาลพม่าเตรียมการร่างกฎหมายสื่อสารมวลชน โดยยึดแนวนโยบายในการจัดทำกฎหมายดังนี้ :
1.ศึกษาเป็นแนวทางพื้นฐานตามกฎหมาย The Press Emergency Powers Act 1931 (กฎหมายว่าด้วยการใช้อำนาจฉุกเฉินต่อสื่อสิ่งพิมพ์) กับ กฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนกิจการสื่อสิ่งพิมพ์ ปี 1962
2.ยึดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) เป็นแนวทางการให้เสรีภาพ กำหนดสิทธิและความรับผิดชอบสำหรับสื่อมวลชนและนักเขียนนักข่าวทั้งหลาย
3.ศึกษาแบบอย่างเรื่องกฎหมายสื่อสารมวลชนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศ สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, เยอรมนี, ฮังการี, สิงคโปร์, มาเลเซีย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, ไทย, กัมพูชา [เรียงลำดับชื่อประเทศตามที่ปรากฏในเอกสารทางการที่นำเสนอในที่ประชุม เขียนโดย Tint Swe (Ye’ Yint Tint Swe) รองอธิบดีกรมข่าวสารและประชาสัมพันธ์ กระทรวงข่าวสารพม่า-ไม่ทราบเหตุผลของการลำดับ แต่มิใช่ตามลำดับอักษรชื่อประเทศ]
4.ร่างกฎหมายดังกล่าว เมื่อจัดทำเสร็จแล้วจะส่งต่อให้อัยการสูงสุด (เรียกว่า Attorney General อาจแปลว่า “อัยการสูงสุด” ทำหน้าที่ทำนองเดียวกันกับ “คณะกรรมการกฤษฎีกา” ของไทย ตรวจสอบและให้ความเห็น แล้วนำเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จากนั้นก็จะนำสู่กระบวนการทางรัฐสภา (Pyidaungsu Hluttaw) เพื่อพิจารณาแล้วประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
5.ร่างกฎหมายฉบับที่กำลังจัดทำนี้ เรียกชื่อชั่วคราวว่า “The Printing Press and Publications Law” แบ่งเนื้อหาเป็น 10 บท ดังนี้ :
1)คำนิยาม
2)สิทธิ หน้าที่ จรรยาบรรณนักเขียนและนักข่าว
3)หลักปฏิติสำหรับสำนักพิมพ์ผู้พิมพ์โฆษณา
4)คณะกรรมการว่าด้วยเสรีภาพสื่อมวลชน และการยกระดับมาตรฐานจริธรรมวิชาชีพสื่อสารมวลชน
5)การจดทะเบียนประกอบกิจการสำหรับผู้พิมพ์ สำนักพิมพ์ และผู้จัดจำหน่าย
6)การส่งหนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร หนังสือ และสิ่งพิมพ์อื่น ให้กับรัฐ
7)หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร หนังสือ และสิ่งพิมพ์อื่น ที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้
8)การผสมรวมของสื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศและต่างประเทศ
9)โทษตามกฎหมาย
10) บททั่วไป
(รัฐบาลพม่าไม่อนุญาตให้นำสาระรายละเอียดของร่างกฎหมายมาเปิดเผยและวิจารณ์ในที่ประชุมสาธารณะได้ จึงพยายามเสาะหามาดูกันในที่ประชุมได้เพียงหัวข้อชื่อบทต่างๆในกฎหมายเท่านั้น)
รัฐบาลยืนยันว่า ระหว่างที่ยังจัดทำกฎหมายไม่เสร็จ จะดำรงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามหลักการประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์
ข้อมูลและความเห็นในบทความนี้ส่วนใหญ่มาจากเอกสาร โดย Tint Swe (Ye’ Yint Tint Swe) รองอธิบดีกรมข่าวสารและประชาสัมพันธ์ กระทรวงข่าวสารพม่า ที่นำเสนอต่อที่ประชุมปฏิบัติการเรื่อง “Media Development in a Democratic Society” (การพัฒนาสื่อในสังคมประชาธิปไตย) ณ กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า (Republic of the Union of Myanmar) เป็นการประชุมแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นระหว่างสื่อมวลชนพม่าประมาณ 100 คน กับ สื่อมวลชนและนักวิชาการรับเชิญจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และไทย ระหว่างวันที่ 30-31 มกราคม 2555 ซึ่งในตอนท้ายของบทความ Tint Swe ให้ความเห็นเป็นส่วนตัวว่า :
“สื่อสารมวลชนเป็นองค์กรกลางที่ทำให้การสื่อข่าวสารต่างๆเป็นไปได้ในสังคม แม้สื่อสารมวลชนปัจจุบันจะเป็นธุรกิจ แต่ก็ยังคงมีหน้าที่ในการทำนุบำรุงรักษา ‘สุขภาพพลานามัยของสังคมมประชาธิปไตย’ สื่อสารมวลชนเป็นผู้สื่อข่าวสารในหน้าที่นักสื่อสารมวลชน ขณะเดียว กันก็ยังทำหน้าที่ให้สาระบันเทิงเป็นช่องทางให้สังคมได้มีช่องทางปลดปล่อยภาวะตึงเครียดในชีวิตประจำวัน ให้ชีวิตได้ร่าเริงสนุกสนานด้วย สื่อสารมวลชนที่ประสพความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและนโยบายที่เหมาะสม กระนั้นก็ตาม สื่อสารมวลชนปัจจุบันก็มักถูกตำหนิวิพากษ์ในหลายๆเรื่อง :
1.สื่อมวลชนใส่ใจมากเป็นพิเศษในเรื่องข่าวความขัดแย้ง และตัวบุคคล
2.สื่อมวลชนมักเข้าไปล่วงละเมิดเรื่องส่วนตัวของบุคคลโดยไม่มีเหตุสมควร
3.สื่อมวลชนเป็นผู้ขยายผลทำให้เกิดช่องว่างหรือระยะห่างมากขึ้นระหว่างรัฐกับประชาชน
4.สื่อมวลชนไม่สนับสนุนและไม่ให้โอกาสสำหรับความคิดเห็นแตกต่างที่มีมากหลากหลายในสังคม หากแต่ยึดเอาความคิดเห็นของตนเองเป็นหลัก ด้วยเหตุที่ตนผู้มีโอกาสทำหน้าที่สื่อสารมวลชนเท่านั้น
เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องวิพากษ์วิจารณ์พวกสื่อสารมวลชนทั้งหลายในสมัยนี้ ที่สื่อมักทำงานส่งผลให้แยกสาธารณชนออกจากรัฐบาลผู้บริหารประเทศ เราพึงวิจารณ์วิธีการทำงานของสื่อมวลชนที่มักสร้างความแตกแยกและทำตนเป็นอุปสรรคขัดความความก้าวหน้าของสังคมประชาธิปไตย แต่เราก็จะต้องวิพากษ์วิจารณ์สื่อสารมวลชนทั้งหลายให้อยู่ในบริบทของบทบาทหน้าที่หลักที่สื่อสารมวลชนต้องรับผิดชอบอยู่ต่อไป ในฐานะองค์กรที่มีหน้าเป็นแกนกลางในการสื่อข่าวสารสู่สาธารณชน อันเป็นกลไกสำคัญในสังคมสมัยใหม่ ซึ่งในบั้นปลายแล้วก็จะช่วยทำให้วิถีวิตของประชาชนพลเมืองดีขึ้น
พม่ากำลังอยู่ในกระบวนการปฏิรูปประเทศ ทุกฝ่ายต้องเข้าใจร่วมกันว่ากระบวนการนี้จะไปอย่างช้าๆ แต่รัฐบาลจะทำอย่างระมัดระวัง คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้องอาศัยกฎหมาย ในโลกแห่งความเป็นจริงเราจะหวังเพียงว่าจิตสำนึก ศีลธรรมและจริยธรรมให้เป็นตัวกำหนดการทำงานของสื่อสารมวลชนโดยไม่ต้องมีกฎหมาย ก็ไม่ได้เช่นกัน
คงจะเป็นเรื่องดีหากเรามีกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นได้ตามกาลเวลาและตามยุคสมัย สื่อสารมวลชนย่อมเรียกร้องต้องการสิทธิเสรีภาพเสมอ แต่พลเมืองพม่าทุกคนก็ต้องมีจิตสำนึกในเรื่องสิทธิและความรับผิดชอบของตนต่อสังคมเช่นกัน
สื่อสารมวลชนเป็นหัวใจสำคัญที่สะท้อนโครงสร้างแห่งเสรีภาพ ความมีวินัยของชาติ และอัตลักษณ์แห่งชาติ”
[จากเอกสารชื่อ “Current Policy on Drafting Media Law”, presented by Tint Swe (Ye’ Yint Tint Swe, Deputy Director General, Department of Information and Public Relations, Ministry of Information, Republic of the Union of Myanmar ]













