เมื่อลูกตัวร้อน ….. จะทำอย่างไรดี ? ตอนที่ 2

คอลัมน์ รักษ์ลูก รักครอบครัว

ตอน เมื่อลูกตัวร้อน ….. จะทำอย่างไรดี ? ตอนที่ 2                                                                                                                                

โดย รศ.นพ.สังคม จงพิพัฒน์วณิชย์

 


จากตอนที่แล้วได้กล่าวถึงว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกมีไข้และวิธีวัดปรอท ในตอนนี้จะกล่าวถึงสาเหตุและวิธีการดูแลเมื่อลูกมีไข้

 

สาเหตุที่ทำให้ลูกมีไข้

เนื่องจากอาการตัวร้อนมีไข้เป็นเพียงอาการแสดงอย่างหนึ่งว่ามีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้นต่อร่างกาย เช่น มีเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย ทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อต้านเหมือนกับที่เวลาข้าศึกบุกรุกล้ำชายแดนเข้ามา เราจำเป็นต้องส่งทหารออกไปต่อสู้เกิดสงครามขึ้น ซึ่งก็เช่นเดียวกัน พอร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อต้านเชื้อโรคก็มักจะทำให้เกิดอาการไข้ขึ้น เชื้อโรคที่ว่านั้นตามปรกติมีอยู่มากมายหลายชนิด แต่พอจะแบ่งออกง่าย ๆ เป็น 1) เชื้อไวรัส  2) เชื้อแบคทีเรีย 3) เชื้อรา 4) ปาราสิต (พยาธิ) ซึ่งพวกนี้พบได้ไม่บ่อยนัก เช่น ตัวอมีบา ที่ทำให้เกิดฝีในตับ ส่วนพวกที่พบได้บ่อย ได้แก่ เชื้อไวรัสและแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเชื้อไวรัสนั้นพบบ่อยมาก เชื้อไวรัสสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดมากมาย แต่ละชนิดสามารถทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ร่วมกับอาการมีไข้ได้ เช่น ทำให้เกิดอาการหวัด น้ำมูกไหล บางชนิดทำให้มีอาการอาเจียนแล้วก็ท้องเสียร่วมด้วย บางชนิดทำให้เกิดอาการไข้พร้อมกับมีผื่นออก เรียกว่าส่าไข้หรือไข้ออกผื่น บางชนิดทำให้เกิดโรคหัด หัดเยอรมันหรือคางทูม ชนิดที่รุนแรงหน่อยเช่นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองหรือสมองอักเสบ ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงมาก มีไข้ ซึม ปวดศีรษะ อาเจียนมาก ในที่สุดอาจมีอาการซึมลง ชัก หมดสติหรือรุนแรงมากจนเสียชีวิตได้ในบางราย

ดังนั้นเมื่อลูกมีอาการไข้แล้วไปหาหมอ หมอต้องอาศัยการซักประวัติและการตรวจร่างกายมาพิจารณาว่าลูกเรานั้นควรจะเป็นโรคอะไรมากที่สุดและถ้าจำเป็นจึงจะอาศัยการตรวจทางห้องแล็ปมาพิจารณาประกอบ

ส่วนเชื้อแบคทีเรียก็มีมากมายเช่นเดียวกับไวรัสและพบได้บ่อยเหมือนกัน ที่มักพบอยู่เสมอ ๆ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการทอนซิลอักเสบ คออักเสบ กล่องเสียง หลอดลมอักเสบ ปอดบวม ตลอดจนทำให้เกิดติดเชื้อทางระบบอื่น เช่น ระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้เป็นกระเพาะปัสสาวะหรือไตอักเสบ ระบบทางเดินอาหารก็ได้แก่ พวกเชื้อไทฟอยด์หรือไข้รากสาดน้อย ระบบประสาททำให้มีอาการของโรคเยื่อหุ้มสมองหรือสมองอักเสบได้ จะเห็นได้ว่าเชื้อแบคทีเรียเองก็ทำให้เกิดอาการต่างๆได้มากมายเหมือนกับไวรัส และการตรวจหาสาเหตุก็ทำได้โดยวิธีคล้าย ๆ กัน

ส่วนสาเหตุจากเชื้อรานั้นพบได้น้อยมาก จนคิดว่าคงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงรายละเอียด

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการไข้ได้แก่ การที่อุณหภูมิรอบตัวร้อนเกินไป สามารถทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงตามไปด้วย เช่น การวัดปรอทในช่วงบ่ายอาจจะได้อุณหภูมิของร่างกายสูงกว่าช่วงเช้าอยู่ประมาณ 0.5-1 องศาเซ็นติเกรด

ถึงตอนนี้หมอมีเรื่องแปลกแต่จริงจะเล่าให้ฟัง คือ บ่ายวันหนึ่งพยาบาลรายงานว่า คนไข้เด็กในตึกมีไข้หลายคนพอตรวจร่างกายเด็กก็ไม่พบอะไรผิดปรกติ หาสาเหตุไม่ได้ แต่ในที่สุดก็ฉุกใจคิดขึ้นมาได้ว่าตอนที่วัดปรอทเป็นช่วงบ่ายและขณะนั้นเป็นหน้าร้อนเดือนเมษายน อุณหภูมิห้องขณะนั้นร้อนมากจนเกิน 40 องศาเซ็นติเกรด เลยพลอยทำให้เด็กมีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเหมือนกับมีไข้ไปหลายราย

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน มีแม่คนหนึ่งอุ้มลูกอายุยังไม่ถึงเดือนมาหาหมอด้วยเรื่องลูกตัวร้อน แต่ไม่มีอาการผิดปรกติอะไร ทานนมได้ตามปรกติ หมอตรวจดูแล้วพบว่าเด็กทั่ว ๆ ไปแข็งแรงปรกติดี ยกเว้นแต่ว่าเวลาที่แม่อุ้มลูกมานั้นห่อตัวเด็กด้วยผ้าหลายชั้น ทั้งผ้าอ้อมและผ้าขนหนู ห่อกันมิดชิดทั้งตัว เปิดแต่หน้าเหมือนที่เรามักจะเคยเห็นกันอยู่เสมอ ๆ เนื่องจากกลัวลูกจะตากแดดตากลม หนาวเกินไป เดี๋ยวจะไม่สบาย เผอิญห่อมากเกินไปทำให้ร่างกายเด็กไม่สามารถระบายความร้อนออกไปได้ตามปรกติ ทำให้มีไข้ขึ้น พออธิบายให้คุณแม่ฟัง แก้ห่อผ้าออก เด็กก็ปรกติดีโดยไม่ต้องให้ทานยาอะไร

ที่เล่ามานี้ก็เพื่อให้คิดถึงข้อนี้ไว้ด้วย เพราะว่าบางครั้งปัญหาบางอย่างก็เหมือนกับหญ้าปากคอก ถ้านึกถึงก็แก้ไขได้ไม่ยาก

สาเหตุอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กมีไข้คือ จากการที่เด็กขาดน้ำ เช่น เด็กแรกเกิดบางคนทานนมหรือน้ำในช่วง 1-2 วันแรกได้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการก็อาจทำให้เด็กมีอาการขาดน้ำ  ผิวแห้งและมีไข้ได้ นอกจากนี้ในเด็กที่มีอาการท้องเสียทำให้เสียน้ำออกจากร่างกายทางอุจจาระมากกว่าปรกติ ถ้าทานน้ำเข้าไปไม่พอเด็กจะแสดงอาการขาดน้ำและมีไข้ขึ้นได้

ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่บางครั้งเรานึกไม่ถึงคือ การวัดปรอทหลังจากที่เด็กเพิ่งทานน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เข้าใจผิดว่าลูกมีไข้ได้

ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจพบได้ เช่น การแพ้ยาหรือโรค COLLAGEN DISEASES (เป็นโรคที่ระบบภูมิต้านทานของร่างกายผิดปรกติ แทนที่จะมีไว้ต่อสู้กับเชื้อโรคเหมือนคนปรกติ แต่ร่างกายกลับสร้างภูมิต้านทานไปต่อต้านทำลายเนื้อเยื่อของตนเองทำให้เกิดอาการตามระบบต่าง ๆ ที่ถูกภูมิต้านทานเข้าไปทำลาย เช่น อาการไตวาย ข้ออักเสบ ผิวหนังเป็นผื่นแดง ซีดและมีไข้ร่วมด้วยได้)

เท่าที่หมอเล่ามาทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ลูกมีไข้ คงพอจะทำให้เข้าใจได้บ้างไม่มากก็น้อย ส่วนรายละเอียดนั้นถ้าสงสัยประการใดคงต้องสอบถามหมอที่รักษาลูกอยู่จะดีกว่าครับ

 

ทำอย่างไรดี ถ้าลูกมีไข้

เมื่อลูกมีไข้ สิ่งแรกที่ควรทำคือ การลดไข้เพื่อเป็นการบรรเทาอาการให้น้อยลง ทำให้ลูกรู้สึกสบายขึ้น โดยทั่วไปเราสามารถลดไข้ได้โดยวิธีดังต่อไปนี้

1. โดยการเช็ดตัว เป็นวิธีที่ง่ายปลอดภัย ทำได้ทุกหนทุกแห่งและสามารถลดไข้ได้ดีถ้าทำถูกวิธี การเช็ดตัวควรมีผ้าอย่างน้อย 2 ผืน ผืนหนึ่งชุบน้ำใช้เช็ดตัว อีกผืนหนึ่งชุบน้ำแล้ววางโปะตามซอกต่าง ๆ เช่น ซอกคอ ซอกรักแร้และซอกขาหนีบ สลับกันไปเรื่อย ๆ ซึ่งบริเวณนี้จะมีหลอดเลือดใหญ่อยู่ จึงมีเลือดไหลเวียนผ่านมากทำให้ความร้อนจากร่างกายถ่ายเทมาที่ผ้าได้มาก จึงช่วยลดอาการตัวร้อนดีกว่าการเช็ดตัวเพียงอย่างเดียว

อีกคำถามหนึ่งที่หมอมักโดนถามอยู่เสมอ ๆ ก็คือ ควรใช้น้ำเย็นหรือน้ำอุ่นเช็ดตัว อย่างไหนดีกว่ากัน โดยส่วนตัวคิดว่าน้ำอุ่นจะดีกว่า เนื่องจากถ้าน้ำเย็นเกินไปอาจทำให้ลูกรู้สึกหนาวสั่นและน้ำเย็นจะทำให้หลอดเลือดที่ผิวหนังหดตัวทำให้ความร้อนระบายผ่านทางผิวหนังได้น้อยกว่าน้ำอุ่นซึ่งทำให้หลอดเลือดที่ผิวหนังขยายตัว เลือดไหลเวียนมาที่ผิวหนังมากขึ้น ช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดีกว่า แต่น้ำที่ใช้ต้องไม่อุ่นมากเกินจนอุณหภูมิน้ำสูงเท่าหรือมากกว่าอุณหภูมิร่างกายเพราะจะไม่ช่วยระบายความร้อนเลย

แต่ถ้าหากหาน้ำอุ่นไม่ได้หรือได้ไม่ทันการหรือใช้น้ำอุ่นเช็ดตัวแล้วความร้อนก็ยังไม่ลด ขอแนะนำว่าให้ใช้น้ำก๊อกครับ เหมาะสมและสะดวกที่สุด วิธีการเช็ดตัว ควรใช้ผ้าชุบน้ำถูตัวด้วยเพื่อให้เลือดไหลเวียนมาที่ผิวหนังมากขึ้นทำให้ช่วยลดความร้อนของร่างกายได้ดีกว่าการใช้ผ้าชุบน้ำวางไว้เฉย ๆ แต่ก็ควรระวังไม่ถูแรงเกินไปจนผิวเป็นแผลถลอก  เดี๋ยวจะต้องรักษาแผลกันอีกช้ำใจแย่และการเช็ดตัวนั้นไม่ควรนานเกินครั้งละครึ่งชั่วโมง และสามารถทำซ้ำได้ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ถ้าหากลูกยังมีไข้อยู่

2. ทานยาลดไข้ ยาลดไข้ที่ใช้กันมากและค่อนข้างปลอดภัยได้แก่ แอสไพริน (Aspirin) และพาราเซตามอล (Paracetamol) ขนาดที่ใช้ก็เหมือนกัน คือ ทานครั้งละ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และสามารถให้ทานยาลดไข้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ถ้าหากยังมีอาการไข้อยู่ แต่ถ้าถึงเวลาครบ 4-6 ชั่วโมงแล้วยังไม่มีอาการไข้ ก็ไม่จำเป็นต้องทานยาลดไข้ ควรรอจนกว่าไข้ขึ้นใหม่จึงทานยาซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกหนัก 12 กก. ก็ต้องทานยา 120-180 มิลลิกรัมทุก 4-6 ชั่วโมงเฉพาะเวลามีไข้

ยาแอสไพรินมักจะเป็นชนิดเม็ดซึ่งมี 2 ขนาด ขนาดเม็ดเล็กมีตัวยาแอสไพริน 75-80 มิลลิกรัม ซึ่งคำนวณแล้วจะเหมาะกับเด็กที่มีน้ำหนักตัว 8 กิโลกรัม ขนาดเม็ดใหญ่มีตัวยาแอสไพริน 300 และ 500 มิลลิกรัมจะเหมาะกับเด็กน้ำหนักที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 30 และ50 กิโลกรัมตามลำดับ

ส่วนพาราเซตามอลมีทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ ชนิดเม็ดมี 2 ขนาดคือ 325 และ 500 มิลลิกรัม ชนิดน้ำมีขนาด 120-250 มิลลิกรัมต่อยา 1 ช้อน หรือถ้าเป็นอย่างหยดสำหรับเด็กเล็กจะมีขนาด 60 มิลลิกรัมต่อยา 0.6 ซีซี เวลาให้ทานก็คำนวณขนาดที่ทานตามน้ำหนักของลูกเช่นเดียวกับยาแอสไพริน

ตามที่หมอได้กล่าวมาแล้ว ไข้เป็นเพียงอาการแสดงว่ามีความผิดปรกติเกิดขึ้นต่อร่างกายเท่านั้น ไม่ใช่เป็นโรคหรือสาเหตุดังที่หลายคนเข้าใจผิด การทานยาลดไข้หรือเช็ดตัวเป็นเพียงการบรรเทาอาการให้ลูกเท่านั้น ไม่ได้เป็นการรักษาโรคอย่างแท้จริง เราจึงควรที่จะคอยดูแลและหมั่นสังเกตอาการอื่น ๆ ถ้าลูกมีอาการผิดปรกติเช่น ซึมลง ไม่ทานอาหาร น้ำหนักลด หรือไข้ไม่มีทีท่าว่าจะลดเลยหลังจากที่เราลองให้ลูกทานยาลดไข้รักษาตามอาการมาแล้ว 2-3 วัน หรือมีอาการ หายใจลำบาก หอบ หรือ อาการหนึ่งอาการใดที่เราไม่แน่ใจก็ควรรีบพาลูกไปปรึกษาแพทย์ทันที

 

 

 

View 21986