พุ่มพวง และดวงจันทร์ที่จากไป

คอลัมน์ “หนังสือ และนักเขียน”

โดย ประภัสสร เสวิกุล


พุ่มพวง และดวงจันทร์ที่จากไป

 

    โลกของนักร้องลูกทุ่งนั้นเป็นโลกที่อยู่ใกล้กับตัวเรา แต่ว่ากลับห่างไกลเกินกว่าจะสัมผัสหรือทำความรู้จักได้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักร้องรุ่นเก่าที่เพลงซึ่งขับร้องกลายเป็นเพลงอมตะ และชื่อเสียงเรื่องราวของพวกเขากลายเป็นตำนานที่เล่ากันสืบต่อมาเป็นเวลาหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นสุรพล สมบัติเจริญ  ศรคีรี ศรีประจวบ ฯ และที่ขาดไม่ได้คือ พุ่มพวง ดวงจันทร์ เจ้าของฉายา “ราชินีลูกทุ่ง คนที่ 2” ถัดจากผ่องศรี วรนุช หรือ “แม่ผ่อง” ของคนในวงการ
    ชีวิตของพุ่มพวง เริ่มต้นในไร่อ้อย จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยความหลงใหลในเสียงเพลงลูกทุ่งและความต้องการที่จะดิ้นรนให้ตัวเองก้าวพ้นจากความลำบากและยากจน เธอจึงมุ่งหน้ามาเสี่ยงโชคในกรุงเทพฯ โดยสมัครมาอยู่กับวงดนตรีของไวพจน์ เพชรสุพรรณ ที่กำลังโด่งดังอยู่ในเวลานั้น และทำงานต่าง ๆ ในวงและในบ้านของไวพจน์อยู่พักหนึ่ง กว่าจะมีโอกาสได้ร้องเพลงอย่างที่ใฝ่ฝัน
    บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนและนักข่าว ได้นำชีวประวัติของพุ่มพวง ดวงจันทร์ มาเรียบเรียงไว้ในหนังสือชื่อ “ดวงจันทร์ที่จากไป” พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2536 แต่ในปีนี้ ทางบา-แรม-ยู และสหมงคลฯ ได้หยิบเรื่องราวของพุ่มพวงในหนังสือดังกล่าว มาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อ “พุ่มพวง” ในส่วนของภาพยนตร์นั้น ก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง ของภาพยนตร์ไทย ซึ่งคงจะไม่สามารถนำไปเปรียบเทียนกับภาพยนต์ประเภทเดียวกันของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Edith Piaf ใน ‘La Vie en Rose’ หรือ Ray Charles ใน ‘Ray’ ได้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะสนทนากับคุณ ๆ ในวันนี้ คืองานเขียนของบินหลา ในเรื่องดังกล่าว 
    บินหลาเขียน “ดวงจันทร์ที่จากไป” ในรูปของนวนิยายด้วยลีลาและท่วงทำนองของนักข่าว ดังนั้น จึงนอกจากทำให้ผู้อ่านสัมผัสพุ่มพวงและคนรอบข้าง ทั้งคนในครอบครัว เพื่อนมิตร ครูเพลง และคนในวงการลูกทุ่ง แบบมีสีสันของนวนิยาย ไม่ว่าจะเป็นฉาก เหตุการณ์ และบทสนทนาแล้ว ผู้อ่านยังจะได้รับข้อมูลข่าวสารเป็นส่วนประกอบ เช่นยี่ห้อ รุ่น และสีของรถยนต์ รวมถึงป้ายทะเบียนรถที่ตัวละครใช้ เป็นต้น และเนื้อหาบางส่วนจากการสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ ซึ่งการทำงานและรายละเอียดทำนองนี้ แม้จะเป็นเรื่องปกติในนิยายต่างประเทศ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่พบบ่อยนักในนิยายไทย นอกจากในหนังสือประเภทเบื้องหลังข่าวอาชญากรรมในสมัยก่อน
    สิ่งที่น่าสนใจในหนังสือเล่มนี้ นอกจากความเป็นมาของ “ราชินีลูกทุ่ง” คนนี้ ในตอนต้นเรื่องอย่างใกล้ชิดแล้ว ผู้อ่านยังจะได้ทราบถึงเส้นทางของนักร้องลูกทุ่งและวงดนตรีลูกทุ่ง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่ต่างกันเท่าไหร่ เริ่มจากการเป็นคนต่างจังหวัดที่ยากจนและด้อยการศึกษาแต่มีใจรักในเสียงเพลง การประกวดร้องเพลงตามงานวัด สมัครเข้ามาอยู่ในวงดนตรีดัง โดยทำงานทุกอย่างในบ้านและในวงดนตรี ทั้งกวาดบ้านถูบ้าน ถ้าเป็นผู้ชายก็รวมถึงงานที่ใช้แรงเช่นยกเครื่องดนตรี ตั้งเวที วิ่งซื้อของฯ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงก็ช่วยดูแลเครื่องแต่งตัวของหางเครื่อง เต้นหางเครื่อง และอื่น ๆ จนกว่านายวงจะเห็นใจหรือมีเพลงที่ถูกใจให้ลองร้อง ซึ่งหากใครก็ตามที่ผ่านจุดนี้ไปได้ก็อาจจะก้าวไปสู่ความเป็นนักร้องลูกทุ่งอย่างที่วาดหวัง และที่มาของนักร้องลูกทุ่งที่มีชื่อเสียงบางคน ก็อาจจะมาจากกระเป๋ารถเมล์ เด็กปั๊มน้ำมัน ลูกมือช่างฟิต คนถีบสามล้อ หรือคนขายไอศกรีม ฯ
    เมื่อเป็นนักร้องที่มีชื่อแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือการบันทึกแผ่นเสียง การโปรโมตเพลงด้วยการส่งแผ่นไปให้นักจัดรายการเพลงทางวิทยุช่วยเปิด (ซึ่งวิธีการเช่นนี้ เมื่อมีค่ายเทปเกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของการจ้างเปิด “เพลงละพันวันละเพลง”) การปรากฏตัวร่วมกับวงต่าง ๆ และความฝันอันสูงสุดของนักร้องเพลงลูกทุ่งทุกคน ก็คือการมีวงดนตรีของตนเอง ซึ่งบางคนก็อาจมีผู้ลงทุนให้ แต่บางคนเช่นพุ่มพวงก็ต้องเอานาแม่ไปขายเพื่อหาเงินมาตั้งวง ซึ่งการมีวงดนตรีสักวงนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องที่สนุกสนานหรือง่ายดาย เพราะต้องผจญกับปัญหาและอุปสรรคนานาประการ ตั้งแต่การหางาน การจัดคิว การเดินทางไกล ภาวะของลมฟ้าอากาศ และอันตรายรอบด้าน ดังนั้น ความฝันอันงดงามของนักร้องลูกทุ่งหลายคน จึงเป็นเพียงแค่ฟองสบู่ที่เบาบางและหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว
    สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งหนังสือ “ดวงจันทร์ที่จากไป” ได้ให้แก่ผู้อ่านก็คือจิตวิญาณของนักร้องลูกทุ่งและค่านิยมแบบไทย ๆ ทั้งในด้านคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรม เช่นกฎเกณฑ์กติกาของการอยู่ร่วมกันในวงดนตรี ซึ่งหากเกิดการละเมิดกฎเกิดขึ้นก็ต้องมีการลงโทษอย่างไม่เห็นแก่หน้าใคร การเคารพนับถือกันของคนในวงการ และไม่ทำในสิ่งที่หักหาญน้ำใจกัน ความกตัญญู การให้อภัย มิตรภาพ และการรักษาคำพูด เป็นต้น
    อย่างไรก็ตามส่วนที่ขาดหายไปอย่างน่าเสียดายก็คือ บทบาทของวิเชียร คำเจริญ หรือ “ลพ บุรีรัตน์” ครูเพลง และศิลปินแห่งชาติ ที่พลิกลีลาเพลงลูกทุ่งและลีลาการร้องของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ด้วยบทเพลงแนวใหม่ เช่น “เขยิบเข้ามาซิ” “ถอยห่างอีกนิด”  “ตั๊กแตนผูกโบ” “สาวนาสั่งแฟน” “ผู้ชายในฝัน” ฯลฯ  ซึ่งทำให้ชื่อเสียงและเพลงของพุ่มพวงเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมจากผู้ฟังทุกระดับทั่วประเทศ
    พุ่มพวง ดวงจันทร์ จากแฟนเพลงไป ในปี พ.ศ.2535 ขณะอายุเพียง 31 ปี ด้วยโรคลูปุส หรือแพ้ภูมิป้องกันของตัวเอง แต่ผลงานของเธอยังคงได้รับความชื่นชมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้ และเป็นต้นแบบให้นักร้องรุ่นหลังหลายต่อหลายคนยึดถือเป็นแนวทาง
    บินหลา สันกาลาคีรี ทำงานด้านการเขียนต่อมา ทั้งเรื่องสั้น สารคดี บทความ และเรื่องสั้นขนาดยาว ในปี พ.ศ.2548 หนังสือรวมเรื่องสั้น “เจ้าหงิญ” ของเขา ได้รับรางวัลซีไรต์

                                                                  .......................................
   

View 1624