เครื่องพิมพ์ดีด ของชิ้นถัดไปที่อาจหาดูได้จากพิพิธภัณฑ์

บริษัท Godrej and Boyce ซึ่งถือว่าเป็นโรงงานผลิตเครื่องพิมพ์ดีดแห่งสุดท้ายของโลกได้ปิดกิจการลงแล้ว ได้รู้ข่าวนี้แล้วแอบใจหายเล็กน้อยค่ะ เด็กๆในสมัยนี้อาจไม่มีประสบการณ์ร่วมกับเครื่องพิมพ์ดีด เพราะว่าเวลาต้องการพิมพ์งานก็ใช้คอมพิวเตอร์กันแล้ว แต่ Little Einstein ยังทันยุคสมัยของการพิมพ์รายงานส่งคุณครูโดยใช้เจ้าเครื่องพิมพ์ดีดอยู่ค่ะ เพื่อย้อนอดีตวันวาน เลยขอพาทุกคนไปรู้ที่มาที่ไปของเครื่องพิมพ์ดีดกันหน่อยค่ะ



เครื่องพิมพ์ดีดนั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 14 สิทธิบัตรของเครื่องพิมพ์ดีดถูกจดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษในปี 1714 ทว่า มันก็ไม่เคยถูกสร้างขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม เครื่องพิมพ์ดีดเครื่องแรกถูกผลิตขึ้นมาในปี 1870 มันเป็นผลงานของ มอลลิ่ง ฮานเซน เจ้าเครื่องพิมพ์ดีดเครื่องนี้เลยถูกเรียกว่า "Hansen Writing Ball" เครื่องพิมพ์ดีดของฮานเซนนั้นประกอบด้วยชิ้นส่วนที่มีตัวอักษรนูนปักอยู่บนแผ่นกระดาษบนตัวเครื่องพิมพ์

คริสโตเฟอร์ แอล. โชลส์ และคาร์ลอส กลิดเด็น พัฒนาเครื่องพิมพ์ดีดให้มีแป้นพิมพ์ ลูกกลิ้งของเครื่องพิมพ์ดีดที่ทำจากยาง และแป้นเคาะเว้นวรรคที่ทำด้วยไม้ บริษัท อี. เรมิงตัน แอนด์ ซันส์ (E. Remington & Sons) ได้ซื้อลิขสิทธิ์นี้และเริ่มผลิตเครื่องพิมพ์ดีดออกจำหน่ายในปี 1847 เพื่อให้การพิมพ์เป็นไปได้อย่างสะดวก โชลส์ และกลิดเด็น ได้ออกแบบระบบการวางตัวอักษรบนแป้นพิมพ์ที่เรียกว่า ระบบ QWERTY โดยเรียงอักษรทั้ง 6 ตัวนี้ บนแป้นพิมพ์มุมซ้าย ส่วนการเรียงตัวอักษรอื่นๆก็คำนึงถึงความถี่ในการใช้ตัวอักษรตัวนั้น ซึ่งระบบ QWERTY นี้ ก็ยังคงใช้อยู่บนแป้นพิมพ์ในปัจจุบัน 

เครื่องพิมพ์ดีดรุ่นแรกของบริษัท เรมิงตัน นั้น พิมพ์ตัวหนังสือออกมาได้เฉพาะตัวพิมพ์ใหญ่ แต่รุ่นถัดๆมาในปี 1878 ก็สามารถใช้แป้นยกเพื่อใช้ยกและลดระดับของแป้นพิมพ์ได้ ในปี 1901 จอห์น อันเดอร์วูดได้ผลิตเครื่องพิมพ์ที่มี แป้น backspace, tab และเครื่องมือที่ช่วยยกและลดระดับแถบหมึกพิมพ์

จอร์จ บลิกเคนส์เดอร์เฟอร์ ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าเครื่องแรกในปี 1902 แต่เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้านี้เรื่มผลิตออกจำหน่ายในปี 1925 ในปี 1961 บริษัท IBM เริ่มผลิตเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้ารุ่น Selectric สู่ท้องตลาด ช่วงปี 1960 - 1980 ธุรกิจการผลิตเครื่องพิมพ์ดีดเริ่มชลอตัวลง จนกระทั่งในช่วงปี 1990 คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น และเครื่องพิมพ์ดีดก็ได้รับความนิยมน้อยลงไปตามลำดับ

ประวัติเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย
เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยกำเนิดขึ้นในรัชสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ เอ็ดวิน ฮันเตอร์ แม็คฟาร์แลนด์ หมอสอนศาสนาชาวอเมริกันที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเลขานุการส่วนพระองค์ ในสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ได้เกิดความคิดที่จะสร้างเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยขึ้น  พ.ศ.2434 เขาได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อสำรวจว่าจะมีบริษัทใดที่สนใจผลิตเครื่องพิมพ์ดีดเป็นภาษาไทยบ้าง ซึ่งก็พบว่าบริษัท สมิธ พรีเมียร์ (Smith Premier) ในนิวยอร์ค สนใจที่จะร่วมผลิต ดังนั้น แม็คฟาร์แลนด์จึงได้ร่วมมือกับบริษัท สมิธ พรีเมียร์ ผลิตต้นแบบเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยขึ้น โดยได้ร่วมออกแบบและวางตำแหน่งตัวอักษรไทยที่จะใช้ในเครื่องพิมพ์ดีดได้สำเร็จ ลักษณะของเครื่องพิมพ์ดีดไทย สมิธ พรีเมียร์ นั้น เป็นแบบแคร่ตาย(แคร่พิมพ์ไม่เลื่อน) และมีแป้นพิมพ์ 7 แถว ไม่มีแป้นยกอักษรบน (Shift key) จึงยังไม่สามารถพิมพ์โดยวิธีพิมพ์สัมผัสได้

ในปี พ.ศ.2435 แม็คฟาร์แลนด์ได้นำเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยเครื่องแรกยี่ห้อ สมิธ พรีเมียร์ เข้ามาถวายรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์ได้ทรงทดลองพิมพ์และพอพระราชหฤทัยอย่างมาก จึงถือได้ว่ารัชกาลที่ 5 เป็นนักพิมพ์ดีดไทยพระองค์แรก หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงสั่งซื้อเครื่องพิมพ์ดีดดังกล่าวเข้ามาใช้ในราชการสยามเป็นครั้งแรกจำนวน 17 เครื่อง  ต่อมาในปี พ.ศ.2438 แม็คฟาร์แลนด์ได้ถึงแก่กรรม กรรมสิทธิ์ในเครื่องพิมพ์ดีด สมิธ พรีเมียร์ จึงตกแก่ จอร์จ แบรดลีย์ แม็คฟาร์แลนด์ (พระอาจวิทยาคม) ผู้เป็นน้องชาย ซึ่งเป็นผู้สั่งเครื่องพิมพ์ดีดไทย สมิธ พรีเมียร์ เข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยเป็นรุ่นแรกในปี พ.ศ.2440 โดยวางขายที่ร้านทำฟันของท่านเอง จนถึง พ.ศ.2441 จึงได้ตั้งห้างสมิทพรีเมียร์ขึ้นที่หลังวังบูรพา ซึ่งปรากฏว่าได้รับความนิยมอย่างมากในวงราชการและบริษัทห้างร้าน

ในปี พ.ศ. 2458 หลังจากที่บริษัท สมิธ พรีเมียร์ได้ขายสิทธิการผลิตให้แก่บริษัท เรมิงตัน (Remington) บริษัทเรมิงตันจึงยกเลิกการผลิตเครื่อง สมิธ พรีเมียร์ และหันไปผลิตเครื่องแบบยกแคร่ได้แทน แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมจากคนไทยในยุคนั้น

ในปี พ.ศ.2465 จอร์จ แม็คฟาร์แลนด์ เดินทางไปสหรัฐอเมริกา และได้ร่วมให้คำปรึกษาแก่บริษัท เรมิงตัน ถึงการผลิตเครื่องพิมพ์ดีดไทยขนาดเล็กที่สามารถพิมพ์สัมผัสสิบนิ้วได้ จนสามารถทำได้สำเร็จเป็นแป้นแบบ 4 แถว และได้นำเครื่องพิมพ์ดีดรุ่นดังกล่าวเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยจนได้รับความนิยมแทนที่เครื่อง สมิธ พรีเมียร์ ในเวลาต่อมา แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการพิมพ์ที่ยังขัดกับวิธีการเขียนภาษาไทยอยู่บ้าง   ต่อมา จอร์จ แม็คฟาร์แลนด์ได้ร่วมกับพนักงานในห้างของท่าน 2 คน ทำการออกแบบและจัดวางแป้นอักษรเสียใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่มีอยู่ โดยมีนายสวัสดิ์ มากประยูร เป็นช่างประดิษฐ์ก้านอักษร และนายสุวรรณประเสริฐ เกษมณี (นายกิมเฮง) เป็นผู้ออกแบบการวางตำแหน่งแป้นอักษร โดยวางตัวอักษรที่มีสถิติใช้บ่อยในตำแหน่งที่พิมพ์ได้ง่าย ซึ่งพิจารณาจากหนังสือต่างๆ จำนวน 38 เล่ม รวม 167 , 456 คำ โดยใช้เวลา 7 ปีจึงสำเร็จเมื่อปี พ.ศ.2474 และเรียกแป้นชนิดนี้ว่าแป้นแบบ "เกษมณี" ตามชื่อผู้ออกแบบ จนกลายเป็นแป้นแบบมาตรฐานถึงปัจจุบัน


เรียบเรียงข้อมูลจาก www.encyclopedia.com และ www.paktho.ac.th

View 1572